HOME เทคนิคงานเขียน งานเขียนออนไลน์ กระดานสนทนา ห้องแชต
 
 

บทกวี

1.ในดวงใจมีใยรัก ชุดที่ 1
(พิญาดา)

2.ในดวงใจมีใยรัก ชุดที่ 2
(พิญาดา)

ตัวหนังสือใจดี

1. อีกหนึ่งแรงบันดาลใจ ...สู่นัก(อยาก)เขียน
(กลิ่นโคลน)

เรื่องสั้น

1.หัวใจในวันวาร
(Deluck)

2.สายน้ำที่ขาดหาย
(ไนติงเกล)

3.ซาลาเปาของแม่
(ไนติงเกล)

นวนิยาย - เล่ห์รัก... รอยพยาบาท
โดย Deluck

บท 3
บท 3
บท 3 บท 3 บท 3 บท 3

----------------------------------------------------------------

01. จุดเริ่มต้น

เอกสิทธิ์ลองยกมือปิดหู เขาไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นมาจากข้างนอกหรือแว่วในกะโหลกกันแน่ มันดังตุบ-ตุบ หนักๆ คล้ายเสียงทุบอะไรสักอย่าง สะท้อนก้องชวนวังเวง

ไฟฟ้าดับตอนสี่ทุ่มตรง ผ่านมายี่สิบนาทีแล้วก็ยังไม่ติด นี่ถ้าไม่เพราะพี่สาวจะมาเยี่ยม เขาคงออกไปเดินเล่นฆ่าเวลาเสียหน่อย... เซ็งชะมัด!

เอกสิทธิ์ตรงไปยังระเบียงหลังเพื่อสูบบุหรี่แก้กลุ้ม แม้จะตกอยู่ใต้ความสลัวราง แต่เขาก็จำตำแหน่งทุกอย่างภายในห้องได้ จึงไม่ต้องมะงุมมะงาหราหรือเดินชนอะไรเลย

ห้องพักขนาดหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ มีครัวเล็กๆอยู่ในตัวไม่ค่อยเหมาะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสองสักเท่าไหร่ มันออกจะเกินตัวไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากเขาต้องการ อภิสิทธิ์สำหรับลูกคนสุดท้อง ลูกชายคนเดียวของบ้าน เวลาอยากได้อะไรก็ต้องได้ตามประสงค์

และก็อาจเพราะนิสัยอย่างนี้เอง เรื่องบางเรื่องจึงลุกลามใหญ่โต...

พอถึงระเบียง เขาก็จุดบุหรี่ยัดเข้าปาก ปลายมวนแดงวาบตามแรงสูด เขาปล่อยให้รสและกลิ่นฉุนๆ อัดแน่นอยู่ข้างใน แล้วคีบบุหรี่ออกจากปากพร้อมพ่นควัน ควันขาวลอยวนเวียนรอบๆ เสมือนปีศาจที่คอยครอบงำชีวิตและจิตวิญญาณของเขา

ค้อมหลังลงหน่อย วางแขนค้ำยันราวระเบียงพลางเหม่อมองไกลออกไป ขณะที่ฟ้าทั้งผืนดำมืด แต่บนพื้นพิภพกลับเต็มไปด้วยดวงไฟไสวสว่างและสีสัน ดั่งจะประกาศว่าโลกนี้ไม่เคยหลับแม้ราตรีมาเยือนเยี่ยม ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะวันหรือคืน มันจะเป็นไป... เดินไป... และบ่อยครั้งเหลือเกินที่จะก้าวถลำสู่ปัญหา

เหมือนเด็กสาววัยสิบห้าปีที่เขารู้จัก เธอคนนั้นมีชะตากรรมที่น่าสลด ต้องก้าวตามท่วงทำนองแห่งหนึ่งกระทั่งพบจุดจบ

เด็กสาวคนนั้นตายแล้ว โดยมีเขาและเพื่อนเป็นต้นเหตุ!

แต่มองอีกแง่การตายของเธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาหรอก สิ่งที่พวกเขาทำก็แค่เรื่องธรรมดาของวัยรุ่น สาระสำคัญคือ เธอโชคร้ายเอง มีพ่อวิปริตที่ฆ่าแม่และฆ่าตัวเธอ ก่อนจะแขวนคอตายตาม

หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปไม่นาน ก็เกิดคำสาปที่วา ‘หากคุณเกลียดใครสักคน จงนำรูปเขาไปเผาในห้องนอนของเด็กสาวคนนั้น ด้วยแรงอาฆาต คนที่คุณเกลียดจะตายภายในสามวัน...

...แต่พึงจำไว้ ห้ามสบตาผีในบ้านหลังนั้นเด็ดขาด’

คำสาปบ้าบอคอแตก!

“ขอโทษนะคะ มลไม่ได้ตั้งใจทำ”

มลฤดีอดีตแฟนคนล่าสุดของเขาโทรศัพท์มาเมื่อสามวันก่อน บอกว่าเธอเอารูปเขาไปเผาในบ้านหลังนั้นแล้ว เขาโกรธจึงหัวเราะเยาะ

“ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก”

“ไม่เกินสามวันหรอกค่ะ เขาจะเอาตัวพี่ไปแน่”

แล้วมลฤดีก็หัวเราะแบบบ้าคลั่ง มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่หัวเราะอย่างนี้ เขาทั้งหงุดหงิด ทั้งกลัว จึงกระแทกหูโทรศัพท์โครมเพื่อจบบทสนทนา และปล่อยให้ความหวั่นสะพรึงซาบซึมสะสมจนล้นเอ่อ

วันนี้แล้วสินะ!

เอกสิทธิ์ถอนใจเฮือกใหญ่ จะดูดบุหรี่อีกครั้ง แต่ประสาทไม่ทำงานตามความคิด กลับปล่อยให้มวนบุหรี่หลุดมือ มันทิ้งตัวดิ่งลงสู่ความมืดเบื้องล่างนอกระเบียง เขามองตามไฟสีแดงไปเรื่อยๆ พลันสายตาต้องชะงักเมื่อประสานกับเงาตะคุ่มที่ยืนนิ่ง

เอกสิทธิ์ผงะถอย ไม่แน่ใจว่านั่นคนหรืออะไร เลยหันรีหันขวาง รีบกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอน ก่อนสิ่งที่เห็นจะคืบคลานมา

พยายามรวบรวมความคิด โกรธฟืนไฟ โกรธพี่สาว แต่ก็ไม่สำเร็จ

ตุบ-ตุบ เสียงเดิมอีกแล้ว เขาสะบัดหน้า แต่มันไม่ยอมหาย จึงเลิกสนใจแล้วตรงไปยังครัวเพื่อหาขนมกินเล่น

แม้ภายในห้องพักแห่งนี้ไม่มีการกั้นอาณาเขต แต่ก็รู้ได้เองจากว่าพื้นที่ครัวเล็กๆนั้นอยู่ตรงเคาน์เตอร์ยาวที่สูงประมาณเอวของเขา ด้านบนเคาน์เตอร์มีพื้นที่โล่งไว้ว่างของ ปลายด้านหนึ่งเจาะเป็นอ่างล้างจาน ส่วนด้านล่างก็เป็นลิ้นชักใหญ่น้อยและตู้เก็บของขนาดพอให้ยัดกล่องใบโตๆ ได้ถึงสองใบ มีประตูปิดเรียบร้อย เรียกได้ว่าครบครันในเคาน์เตอร์เดียว

เอกสิทธิ์เปิดตู้เก็บของ แต่มีเพียงความว่างเปล่าปรากฏโฉม เขาร้องคราง ดูเหมือนวันนี้อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจเลยสักอย่าง

อากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนแปลงมีสายลมหอบใหญ่พัดผ่านเข้ามา สร้างความหนาวเหน็บถึงกระดูก แต่... ลมงั้นหรือ

เอกสิทธิ์หันกลับไปทางระเบียง แล้วก็ต้องตาค้างขนลุกเกรียว

ประตูเปิด!

กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แห้งผากทั่วปากและคอ มือเปะปะดึงลิ้นชักแล้วคว้ามีดเล่มใหญ่ เขาจำได้ชัดว่า เมื่อครู่เขาปิดประตูแล้ว... ไม่ผิดแน่ เขาปิดมันแล้ว แต่ทำไมตอนนี้มันถึงเปิดอ้า ร้ายไปกว่านั้น ประตูนี้เป็นแบบบานเลื่อน ไม่มีทางที่สายลมจะพัดเปิดเองได้แน่

บางสิ่งบางอย่างคืบคลานเข้ามา...

บางสิ่งบางอย่างใกล้ตัวเขาแล้ว...

ตุบ-ตุบ เสียงในหัวเร่งดัง ตุบ-ตุบ ถี่กระชั้นขึ้นอีก โอดครวญเบาๆเจือแว่วมาพร้อมกับลมอุ่น ละม้ายลมหายใจรดต้นคอเขา ร่างกายแข็งเกร็งราวกับเป็นอัมพาต หูผึ่งประหนึ่งว่าจะกางขยายออกได้ ประสาทส่วนต่างๆตื่นตัวเต็มที่ ชายหนุ่มขบฟันแน่น ปากเม้ม นับหนึ่ง... สอง... สาม... แล้วหันหลังกลับ

ฉับพลัน ก็รู้สึกเหมือนมีมือเย็นๆ คว้าหมับเข้าที่แขนที่ถือมีด แต่สายตาของเขาไม่อาจรับรู้ได้ว่ามี ‘อะไร’ อยู่รอบกายเพราะเห็นแต่ความว่างเปล่า

แรงลึกลับบังคับเขาตามใจชอบ มันดึงแขนเขาจนเหยียดตึง เงื้อมีดสูง แล้วกดดันใบมีดคมวับให้หันเข้าตัวเขาเอง เอกสิทธิ์ฝืนเบี่ยงมันเออก แต่ก็ยากยิ่ง ปลายเท้าจิกพื้นแน่น เหงื่อซึมออกมาเม็ดโป้งๆ เซลล์ทุกเซลล์กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด

ระหว่างที่ยื้อกันอยู่นี้เอง ไฟก็สว่างขึ้นพร้อมกับประตูห้องเปิดออก

“เอก แกจะทำอะไรน่ะ!”

พี่สาวของเขายืนค้างตรงปากประตู หน้าตาตื่น ในมือมีข้าวของพะรุงพะรัง

แรงที่ยึดมือเขาไว้เมื่อครู่สลายสิ้น มีดที่จ่อจะจ้วงท้องเขาหลุดมือ มันทิ้งตัวลงช้าๆ ใบมีดสะท้อนแสงไฟวับเป็นเงา แล้วกระทบพื้น เคร้ง! เสียงบาดหูเสียดลึกเข้าโสตประสาท สะท้อนซ้ำๆ ซ้ำๆ

“แกเป็นอะไรรึเปล่า” พี่สาวถามเขาอีก พร้อมก้าวเข้ามาในห้อง

“ผมเป็นอะไรเหรอพี่ลี”

“ก็...” ปวลีค้างไปนิด แล้วตัดสินใจไม่พูดเรื่องที่เกิด “พี่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝากไ

หญิงสาววางข้าวของทั้งหลายลงบนโต๊ะกลางห้อง

“แล้วแกเอามีดมาทำอะไร”

ปวลีพยักพเยิดไปยังเครื่องมืดสังหารบนพื้น

“ไม่มีอะไรหรอก พอดีผมทำตก ก็เลยจะเก็บ”

เอกสิทธิ์ตอบ แล้วก้มเก็บมีดตามคำพูด ส่วนปวลีก็บ่นงึมงำไม่ใคร่จะชัดเจนนัก

แล้วเสียวกระซิบกระซาบก็แว่วกลับมาอีก ลมหายใจแผ่วๆ สัมผัสแถมกกหู เอกสิทธิ์ตัวสั่น เบี่ยงใบมีดเล็กน้อยเพื่อจะดูเงาสะท้อนว่ามีสิ่งใดอยู่ข้างหลังเขา

เพียงแวบเดียว ทุกอย่างก็เต็มตา!!

เอกสิทธิ์ตะโกนร้องโหยหวนประหนึ่งสัตว์กำลังถูกเชือด เขาหมุนตัว เหวี่ยงแขน หวังฟัน ‘มัน’ ให้ขาดกระจุย แต่ในนาทีที่ใบมีดแหวกอากาศ ก็คล้ายมีมือล่องหนคว้าหมับ หักแขนเขาเข้าหาตัวก่อน เสือกมีดเสียบเข้าสีข้างอย่างรวดเร็ว

ปวลีกรี๊ดลั่น ขณะที่เขารีบดึงมืดมากุมบาดแผล เสียวแวบถึงหัวใจ สะท้านไปทั่วร่าง มืออ่อนเท้าอ่อน ไม่อาจหยัดยืน เอกสิทธิ์ล้มตึง ความเจ็บปวดกรูเข้ามาเต็มที่ เขานอนงอก่องอขิง ยิ่งเกร็งเลือดก็ยิ่งไหล ย้อมจนพื้นห้องแดงฉาน กลิ่นคาวคละคลุ้ง

พี่สาวจะร้องดังเพียงไรไม่รู้ เพราะยามนี้เสียงจากภายนอกไม่อาจสู้เสียงจากภายในได้ มันดังดุบ-ตุบ เสียงเนื้อและกระดูกถูกทุบด้วยไม้ค้อน ผสมผสานไปกับลมหายใจเย็นยะเยือกระรินไล้ตรงต้นคอ

ประตูตู้เก็บของแง้มเปิด ไม้ลั่นเอี๊ยดหลอนประสาทไม่ต่างจากเสียงชอล์กขูดกระดานดำ มันค่อยๆ อ้าจนสุด เผยบางสิ่งสู่สายตา... บางสิ่งที่อยู่ล่างระเบียง บางสิ่งซึ่งสะท้อนเงาบนใบมีด

บางสิ่งที่น่าพรั่นพรึง!

ห้วงคำนึงนึกย้อนถึงโทรศัพท์จากมลฤดี

“ไม่เกินสามวันหรอกค่ะ เขาจะมาเอาตัวพี่ไปแน่”

เอกสิทธิ์รับรู้ถึงหยดน้ำตาที่เปรอะหน้า แต่เขาไม่รู้ถึงสาเหตุที่มันหลั่ง เพราะเจ็บปวด เสียใจ หรือตระหนักว่าตนเองต้องตาย

และก่อนจะรู้อะไรให้กระจ่าง สิ่งที่อยู่ในนั้นก็พุ่งออกมาดึงเขาเข้าไป เสียงกรีดร้องของปวลีดังชัดเต็มสองหู ส่วนสายตาก็จับภาพกรอบประตูตู้ได้ เป็นภาพสุดท้าย

ทุกอย่างมืดมิดลง... ตลอดกาล...