เรื่องสั้น - หัวใจในวันวาร
โดย Deluck
----------------------------------------------------------------
เราไม่เคยเจอกันเลย นับตั้งแต่ฉันเลิกกับเขา
แม้จะคาดคะเนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเรื่องต้องจบในทำนองนี้ แต่เมื่อถึงเวลาก็อดไม่ได้ที่จะใจหาย อย่างน้อยเราสามคนก็เคยอยู่บ้านหลังเดียวกัน... ในสภาวะความรักที่แปลกประหลาด
เธอชื่อหยดน้ำ อายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี
เธอมีรูปร่างสูงเพรียวและใบหน้าเฉี่ยวทำให้ให้ภาพของเธอเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเองสูง ขณะที่ฉันเป็นคนตัวเล็กๆผอมๆ ไม่มีอะไรให้สะดุดตา ด้วยเหตุนี้ เราทั้งสองจึงแตกต่างกันมาก แต่บางอย่างก็คล้ายกันจนน่าปวดหัว
เรารักผู้ชายคนเดียวกัน... นายหิน
หินเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์อย่างประหลาด เขาไม่ใช่คนขาวจั๊วะและหล่อสมบูรณ์แบบจนจืดชืด แต่เขามีผิวเข้มตามฉบับคนเชื้อชาติไทยแท้ๆ ร่างหนาและสูงทำให้เขาดูดีกับเสื้อผ้าทุกชุดที่ใส่ หน้าคมสันกับดวงตาที่มีประกายลึกลับชวนให้เคลิบเคลิ้ม หินมีรูปร่างหน้าตาที่ดีเป็นทุน บวกด้วยอุปนิสัยอ่อนโยนและแข็งกร้าวบางเวลา จึงดึงดูดให้ผู้หญิงหลายๆคนเข้ามาในชีวิต
มีแต่มากขึ้น... ไม่เห็นว่าจะน้อยลงสักที...
ฉันแย่งเขามาจากผู้หญิงอีกคน และต่อมาอีกสองเดือน หยดน้ำก็เข้ามาเพื่อจะแย่งเขาไปจากฉันอีกต่อหนึ่ง... ในตอนนั้น ใจฉันเดือดปุดๆ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเพียงแค่ว่า
เขาก็ไม่ต่างไปจากไม้ที่นักกีฬาวิ่งผลัดต้องส่งต่อๆกันไป... ไม่ได้มีดีอะไรสักหน่อย ดังนั้น พอเลิกรากัน ฉันจึงไม่เคยหวนคิดถึงเขาเลย ผิดกับหยดน้ำ เธอคือคนที่ฉันคิดถึงเสมอ
วันแรกที่หินพาหยดน้ำเข้าบ้าน ฉันเพิ่งตื่นนอนและจ้องมองทั้งคู่อย่างงัวเงีย เขาพูดกับฉันไม่กี่คำ แนะนำให้ฉันรู้จักกับเธอ ซึ่งจะมาเป็นแฟนของเขาอีกคน และจะอยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้ จากนั้นเขาก็จากไป ทิ้งให้ฉันเผชิญหน้ากับหยดน้ำ ซึ่งส่งสายตาถือดีมาทางฉัน
“เราควรคุยกันว่าใครอยู่ในตำแหน่งอะไร” หยดน้ำเลิกคิ้วพูด ซึ่งฉันไม่ชอบท่าทางแบบนี้
ฉันเหวี่ยงมือฟาดหน้าเธอ!
“อย่ามาปีนเกลียว”
ฉันบอกแล้วกลับเข้าห้องนอน กระแทกประตูใส่หน้างงๆของเธอ
วันวารผ่านไป ฉันเลิกกับเขามาสามปีแล้ว และไม่ได้เจอกับเธออีกเลย
เสียงโทรศัพท์กรีดร้อง ฉันรีบวิ่งออกจากห้องครัวเพื่อมารับโทรศัพท์ที่ตั้งตรงโต๊ะหน้าห้องนอน
“สวัสดีค่ะ ปรายพูดค่ะ”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไร ฉันได้ยินแค่เสียงถอนใจหนักๆ
“คุณคะ มีธุระอะไรรึเปล่าคะ”
ฉันถามย้ำ และก็อย่างเดิม ฝ่ายนั้นไม่มีทีท่าอะไรกลับมา ทำให้ฉันรำคาญ ถึงจะโทรผิดก็ควรขอโทษสักคำ ไม่ใช่เอาแต่นิ่งเงียบแบบนี้... ไร้มารยาท!
“ถ้าไม่พูดฉันจะว่าแล้วนะ” สิ้นคำ ฉันก็จะวางหูโทรศัพท์ในทันที แต่เสียงๆหนึ่งที่เปล่งออกมาทำให้ต้องชะงักนิ่ง
“ฉันเอง...”
น้ำเสียงคุ้นหูและลีลาการพูด ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้
“หยดน้ำเหรอ” ฉันถามกลับไป
“อื่อ...”
“มีอะไรรึเปล่า”
“ก็...” หยดน้ำพูดแบบล่องลอย ทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังไม่สบายใจ “ฉันไปหาเธอที่บ้านได้ไหม”
“ก็มาสิ รู้จักบ้านฉันนะ”
หยดน้ำตอบรับ “ค่ะ... แล้วเจอกัน”
“แล้วเจอกัน”
ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับหยดน้ำค่อนข้างแปลก
ต่างคนต่างก็ทุ่มสุดตัวเพื่อจะแย่งเขามาครอบครอง ไม่ใช่เพราะความพิศวาส หากแต่เหมือนกำลังเล่นเกม พอใครชนะ อีกคนก็เฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อน
บางที อยู่กันสามคนอย่างนั้นก็มีเรื่องสนุกกว่าอยู่กันสองคน
หยดน้ำเป็นคนช่างสังเกต หูตาไว จับพิรุธได้เก่ง แต่เธอไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร ส่วนฉัน คนที่ไม่ค่อยใส่ใจใครมักจะปากว่ามือถึง ดังนั้น พอหยดน้ำจับได้ว่ามีคนเข้ามาเกาะแกะกับหิน เธอก็จะมาบอกฉันว่าให้ไปจัดการผู้หญิงคนนั้น ซึ่งฉันก็นึกเพี้ยน สามัคคีปรองดองกับเธอ ออกไปปกป้องสิทธิ์ของเรา ทั้งฉันและหยดน้ำจึงแทบจะกลายเป็นคนๆเดียวกัน
จะมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนอีกกี่คู่เชียว ที่มีโอกาสรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งอย่างที่ฉันมี
หยดน้ำชอบไปนั่งตรงระเบียงหลังบ้าน นั่งนิ่งๆ เหม่อมองดวงตะวันที่ค่อยๆเลื่อนลับเหลี่ยมภูเขา เธออาจมีความในใจมากมาย หรือไม่ก็เป็นพวกศิลปินที่มีโลกส่วนตัวสูง
“ทำไมชอบดูพระอาทิตย์ตกดินนัก”
ฉันเคยถามเธออย่างนี้ และเธอก็ตอบว่า
“มันเหงาๆดี... ฉันชอบ”
แดดสีเข้มอาบไล้ใบหน้าและผิวกายของเธอ ภายใต้เสื้อกล้ามตัวบางและกางเกงขาสั้น ผู้หญิงคนนี้ดูน่าทะนุถนอม บอบบาง
“ลองชวนหินไปขึ้นภูไหม เราจะได้ดูพระอาทิตย์ตกและขึ้นด้วยกันสามคน” ฉันชวน อะไรไม่รู้ดลใจให้ฉันถามไปแบบนั้น
“ทำไมถึงต้องสามคน สองคนไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงเธอลอยๆ แต่ฉันหงุดหงิด
“หมายความว่าไง”
“ไม่มีอะไรหรอก” หยดน้ำตอบรวนๆ “ก็แค่สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ทำไมความรักของเราถึงเป็นความรักของคนสามคนไปได้ ต่างจากคู่อื่นๆมากนะ”
เป็นครั้งแรกที่ฉันกุมมือเธอไว้ คำถามที่เธอถามนั้น ฉันก็เคยครุ่นคิดในใจเพียงลำพัง ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ และทำไมถึงต้องเป็นฉัน
...แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีคำตอบ
“บางที อาจเป็นกำหนดจากคนบนนู้น” เธอว่าพลางแหงนมองไปยังก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่เบื้องบน ขอบสีทองตัดเด่นกลางท้องฟ้าที่เริ่มมืด
“ก็คงเป็นอย่างนั้น” ฉันเออออไปด้วย
และจากนั้น หยดน้ำก็หันกลับมาเพ่งพินิจใบหน้าของฉัน
“เธอไม่ใช่คนสวย” หยดน้ำว่า แต่ฉันไม่โกรธหรอก เพราะยอมรับได้นานแล้ว “แต่ฉันรู้แล้วล่ะ
ว่าทำไมพี่หินถึงยอมคบเธอ”
“ทำไมล่ะ” ฉันถาม มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจดีเหมือนกัน
“เพราะความรู้สึกบางอย่างเวลาอยู่ใกล้เธอน่ะสิ ยิ่งอยู่ด้วยนานๆ จะทำให้ไม่อาจตัดใจจากไปได้”
ฉันหัวเราะร่าให้กับคำตอบ แต่หยดน้ำทำหน้าจริงจัง
“แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ” เธอบอก “เพราะความรู้สึกแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป พี่หินอาจคิดว่าถ้าถลำลึกเกินกว่านี้ เขาจะไม่เหลือใจไว้รักตัวเองและใครอื่นอีก เขาก็จะตีตัวออกห่างจากเธอเรื่อยๆ”
ฉันยิ้มทั้งที่ฉิว “เหมือนกันแหละ เพราะเขาอาจไม่เลือกใครเลยก็ได้”
บทสนทนาในวันนั้นจบลงตรงที่เรานินทาผู้ชายที่เราต่างคิดว่ารักอย่างสุดใจ... และการทำนายของฉันก็แม่นยำราวกับมีตาวิเศษที่จะเห็นอนาคตในกาลต่อมา
หยดน้ำมาถึงในช่วงเวลาบ่ายกว่าๆ...
แดดร้อนเปรี้ยง แต่หยดน้ำกลับใส่เสื้อผ้าแบบเปิดเผยเนียนเนื้อเนื้ออย่างไม่เกรงกลัว ราวกับจะท้าทายดวงตะวันให้ส่องแสงมาแรงกว่านี้อีก
หยดน้ำสวยได้แม้แต่ในเวลากลางวัน ขณะที่ฉันดูดีเฉพาะช่วงกลางคืนที่มองอะไรไม่ชัดเจน
“เข้ามาก่อนสิ” ฉันบอกหลังเปิดประตูรับ
พอเข้ามาถึง หยดน้ำก็กวาดสายตาไปรอบบ้านของฉันอย่างถี่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่กังวลว่าเธอจะติอะไร เพราะฉันเพิ่งทำความสะอาดบ้านเมื่อช่วงเช้า
“เธอน่ะ อยู่สบายเกินไปแล้วนะ” หยดน้ำพูด จะเป็นเชิงต่อว่าหรือเหยียดเยาะก็ไม่ใช่ ดูเหมือนพูดลอยๆมากกว่า
“ไม่เจอกันตั้งนาน นึกว่าตายซะแล้ว” ฉันพูด แล้วก้าวฉับๆแซงไปนั่งที่โต๊ะรับแขก
หยดน้ำเพียงแต่ตามมานั่งข้างๆด้วยกิริยาแช่มช้า ผิดจากตัวตนของเธอเมื่อครั้งในอดีต
“ถ้าตายๆไปเลยก็ดีนะ”
ประโยคนี้ทำให้ฉันสามารถยืนยันสังหรณ์ของตัวเองได้ว่า เธอกำลังมีปัญหาจริงๆ
“เป็นอะไรไปล่ะ” ฉันถาม แอบรู้สึกผิดพลาดเล็กน้อยที่เผลอใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเข้า
“เปล่าหรอก... นี่! เธอได้ข่าวของพี่หินบ้างไหม”
ฉันสงสัยเล็กน้อยว่าหยดน้ำจะมาไม้ไหน แต่ก็เฉยเสีย ตอบเรียบๆเพียงแค่ว่า
“ไม่รู้... มีอะไรล่ะ”
“เขามาขอคืนดีกับฉัน”
คำตอบของหยดน้ำทำให้ฉันนิ่งไฟพักใหญ่ๆเลยทีเดียว
เรื่องราวในอดีตที่ลืมเลือนไปบ้างกลับผุดมาราวกับเห็ดบนขอนไม้ในฤดูฝน... เงียบๆ
แต่เผลอเดี๋ยวเดียวก็มากมายเต็มไปหมด
“จะให้ฉันอิจฉาเหรอไง เสียใจด้วยนะ ฉันไม่เคยคิดจะกลับไปหาผู้ชายคนนั้น หมาที่คิดมีเจ้าของหลายคน
ฉันไม่ชอบ...”
“แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เคยแย่งเขามา และก็ยื้ออยู่กันสามคนเรา จำไม่ได้หรือไง”
ฉันนิ่วหน้า เคร่งเครียดเพราะถูกย้อน
“แต่มันไม่สำคัญหรอก เรื่องที่แม่อยากให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายที่แม่เลือกให้ก็ไม่สำคัญ” เธอบอก
“แล้ว... ยังไง”
“เรื่องของเรื่องก็คือ... ฉันไม่อยากแต่งงาน และก็ไม่อยากคบกับพี่หิน แต่ตอนนี้ฉันสับสน และ...
เธอเข้าใจฉันรึเปล่า”
ฉันส่ายหน้า ไม่อาจเข้าใจได้อยู่ดีว่าหยดน้ำต้องการสื่ออะไรกันแน่
...เธอมาหาฉันทำไม
หยดน้ำเห็นฉันนิ่งไป เธอเลยพูดโพล่งขึ้นมา
“นี่! บอกฉันหน่อยสิ ว่าฉันต้องทำไงดี”
หินหายหน้าไปจากพวกเราบ่อยขึ้น และแต่ละครั้งก็ไปแบบนานๆ
เราจึงไม่ได้ขึ้นภูเพื่อดูพระอาทิตย์ตามที่วางแผน แต่เปลี่ยนเป็นฉันพาหยดน้ำไปนั่งกินอาหารที่ร้านริมแม่น้ำ มองดูแสงแดดตกต้องกระทบผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว จนเห็นเป็นแสงระยิบระยับเนืองนองไปทั่วโค้งคุ้ง
“สวยจัง” หยดน้ำอุทานขณะนั่งที่โต๊ะอาหาร ตรงนี้อยู่ติดกับราวไม้ที่กั้นไว้เป็นแนวยาวไปตามระเบียง สายน้ำอยู่ข้างล่างพื้นนี้เอง และมันก็กำลังไหลเอื่อยๆไปยังปลายทางไกลลิบลับ
“งั้นๆแหละ” ฉันขัดคอ และหันมาจัดการกับอาหารตรงหน้าซึ่งเป็นอาหารจำพวกทั้งสิ้น
“อีกหน่อย เราคงไม่ได้เจอกันแล้ว”
หยดน้ำพูดแทรกเข้ามา ทำให้ฉันกลืนข้าวแทบไม่ลง ยิ่งคิดตาม ฉันก็ยิ่งหดหู่...
เป็นความคิดที่ร้ายกาจอะไรอย่างนี้
“ฉันรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้เจอเธอมากกว่าเสียใจที่จะต้องเลิกกับพี่หิน” หยดน้ำยังคงรำพึงรำพัน ขณะที่ฉันก้มหน้าจักอาหารเข้าปากโดยไม่กล้าสบตาเธอ
“ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็ดีสิ” หยดน้ำว่า “ฉันอยากเป็นแฟนเธอมากกว่าเป็นแฟนพี่หิน”
“ล้อเล่นรึเปล่า... แล้วเรื่องอะไรจะให้ฉันเป็นผู้ชาย ไม่เอาหรอก”
หยดน้ำอมยิ้มแล้วหัวเราะหึๆในคอ
“นั่นสิ! เป็นปรายแบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ”
ฉันกับหยดน้ำกินมื้อเย็นกันอย่างเงียบๆ จนฟ้ามืดสนิท
เราก็ท่องราตรีด้วยการซื้อของกระจุกกระจิกก่อนจะกลับเข้าบ้านที่ปราศจากเงาของหิน เราอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเข้านอน บนเตียงเดียวกัน ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
ปล่อยให้ระย้าดาวที่พราวพริบบนฟากฟ้าทอแสงกล่อม... ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นั่นเป็นคืนที่ฉันมีความสุขที่สุด
แต่ความสุขนั้นไม่อาจอยู่ได้นาน...
รุ่งเช้า ฉันพบว่าห้องว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของหยดน้ำ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัวหรือตัวเธอเอง หยดน้ำอันตรธานหายไปหรือ... ใจฉันแป้ว หดหู่จนไม่อาจหยัดยืน และขณะที่ทรุดนั่งกับพื้น กระจกตรงหน้าก็ส่องสะท้อนร่างกายของฉัน บนแก้มของฉันมีรอยลิปสติกติดแน่น
...เป็นลิปสติกของหยดน้ำ
“แม่ด่าที่ฉันนอนกับพี่หิน พอฉันบอกว่าไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก แม่ก็ตบฉันเลย ทีเดียวแต่แดงไปสองสามวัน ตอนนั้นฉันโมโหนะ คิดแต่ว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร แต่... ตอนนี้ก็พอเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว”
หยดน้ำเล่าเรื่องในวันที่เธอกลับบ้านให้ฉันฟัง ฉันได้แต่ถอนหายใจ
เพราะความคิดของฉันในตอนนั้นก็คงไม่ต่างกันนัก
ถ้าเขาขอนอนด้วย ฉันก็จะยอมเพื่อเหนี่ยวรั้งเขาไว้
มารู้เมื่อสายว่าไม่มีประโยชน์
“แล้วจะทำยังไงต่อ จะแต่งงานหรือว่ากลับไปคบกับพี่หิน จะได้เป็นข้ออ้างไม่ต้องแต่ง”
ฉันถามกลับประเด็นเดิม
หยดน้ำโคลงศีรษะช้าๆ
“ไม่หรอก ไม่เอาทั้งสองอย่างแหละ ฉันจะหนีไปอยู่ที่อื่น ถ้า... ไม่มีทางเลือกจริงๆนะ บางทีฉันอาจตายไปเสียก็ได้”
ฉันเบ้ปากให้กับความคิดของเธอ
“ชีวิตไร้ค่าดีเนาะ”
“คงงั้นแหละ แต่อย่างน้อยๆ ฉันว่าก็คุ้มนะกับการเกิดมาครั้งนี้” หยดน้ำพูดจ้อยๆ ฉันได้แต่นิ่งฟัง
“ฉันอาจคิดไปเองก็ได้ ว่าอดีตยังตามหลอกหลอนฉันอยู่
ความสัมพันธ์แบบเราสามคนมันทำให้ฉันประสาทจริงๆ”
อาจเป็นเหตุนี้เองล่ะมั้งที่ทำให้เธอมาหาฉัน เพราะเรื่องราวเมื่อวันเก่าๆเหล่านั้นยังคอยตามติดดั่งเงา ที่ไม่จะไปไหนก็ไม่อาจสลัดทิ้ง
“บอกหน่อยได้ไหม ว่าในตอนนั้นพวกเรารู้สึกอย่างไรกันแน่... เธอรู้สึกยังไงกันแน่”
หยดน้ำถามขณะที่ฉันงงงัน... ความรู้สึกในครั้งนั้น... ถ้าได้รู้ความจริงกันเสียที
ความทุกข์ทรมานที่ดิ้นขลุกขลักในใจของหยดน้ำและฉันอาจถูกปลดปล่อย
ความจริงออกจะน่ากลัวไปนิดในบางเรื่อง...
พอฉันไม่ตอบ หยดน้ำก็ได้แต่ถอนใจหนักๆ แล้วลุกยืนขึ้น ขอตัวกลับบ้าน
“ขอบคุณนะ” หยดน้ำพูดสั้นๆ และก้าวไปยังประตู
ฉันเดินตามหลังเธอไปทั้งที่ไปทั้งที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วจู่ๆ หยดน้ำก็หยุดกึกแล้วหันหลังกลับมายังฉัน เธอสูดลมหายใจเจ้าลึกก่อนผ่อนระบายยาวๆ ท่ามกลางความเงียบที่อัดแน่น
“จูบฉันที... ได้ไหม”
คำถามของหยดน้ำราวกับทำให้อากาศรอบข้างหนาวเย็นลงกะทันหัน ฉันรู้สึกหนาวเย็นจนชาไปทั้งตัว เวลาเดียวกันนี้เอง เธอก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ในช่วงเวลาที่ริมฝีปากแตะกัน เปลือกตาของฉันปิดลง ความรู้สึกประหลาดนั้นวิ่งพล่านไปทั่วกาย หัวใจดั่งจะละลาย และหลอมรวมเข้ากับคนตรงหน้าจนเป็นหนึ่งเดียว
...นี่หรือคือความสัมพันธ์นั้น สิ่งที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันสามคน...
ฉันลืมตาขึ้นเมื่อริมฝีปากถูกถอนออกไป ตระหนักถึงความอึงอลในบรรยากาศสงบเงียบ
“กลับก่อนนะ... โชคดี และลาก่อน”
หยดน้ำส่งรอยยิ้มหวานละมุนละไมให้ฉัน ก่อนเดินจากไป ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ ในเมื่อเธอปลดความรู้สึกที่ต่างคนต่างพันธนาการออกไปจนสิ้นแล้ว
และฉันเองล่ะ จะเดินทางอย่างไรในถนนชีวิตที่ทอดยาว
ฉันดึงประตูปิดอย่างเงียบเชียบ... นี่อาจเป็นการดีที่สุดสำหรับเวลานี้...
*********
|