เรื่องสั้น - ซาลาเปาของแม่
โดย ไนติงเกล
----------------------------------------------------------------
ฉันไม่แน่ใจหรอกว่า ยามที่ลิ้นกระทบกับฟัน แล้วฟันจะเจ็บด้วยหรือไม่ เพราะทุกครั้งเวลาฉันกัดโดนลิ้นตัวเอง ก็มีแต่ลิ้นเท่านั้นที่เจ็บ ไม่เคยรู้สึกว่าฟันจะเจ็บด้วย ก็คงเหมือนเขาที่เป็นฟัน และฉันที่เป็นลิ้น ทะเลาะกันทีไร จึงมีเพียงฉันที่น้ำตาตก
ฉันนั่งเงียบๆอยู่ในบ้านเป็นนานสองนาน จมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แต่ไม่อาจแต่งแต้มเรื่องราวในห้วงฝันให้โลดแล่นออกมาอย่างเคยได้ เพราะในเวลานี้ สมองของฉันไม่ปลอดโปร่ง สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในนั้นคือความคิดทุรนทุราย และจิตใจอึมครึมหม่นหมองไม่แพ้ก้อนเมฆสีครามขรึมที่แผ่คลุมทั่วผืนฟ้าด้านนอก
ลมแรงขึ้นทุกที ขณะที่ฉันยังสับสนว่าระหว่างฉันกับเขาจะเอายังไงกันแน่ เราควรก้าวต่อไปในทางไหน เพราะคิดๆดูแล้ว ฉันกับเขาก็ไม่มีสิ่งใดที่ใกล้เคียงกับคำว่า “คู่ชีวิต” สักนิดเลย บางที มันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด หากฉันจะตัดสินใจเช่นนั้น
ฉันระลึกย้อนถึงวันเก่าๆ สมัยที่เราเพิ่งพบกัน ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นถึงได้รักเขานักรักเขาหนา เรียกว่าจะหลับตาลืมตาก็เห็นแต่หน้าชายคนนี้ นี่ล่ะมั้งอาการที่เรียกว่าความรักบังตา ตอนนั้น เจ้าความรักคงปิดตาฉันไว้ เลยทำให้ฉันตัดสินใจสละชีวิตอิสระ ผูกรัดตัวเองเข้ากับพันธะของหัวใจ
แต่ฉันไม่โทษตัวเองหรอกนะว่าฉันคิดผิด เพราะในตอนนั้น ฉันมั่นใจว่าฉันเลือกถูกแล้ว ความรักของเราจะงอกงามและสามารถดำเนินไปได้ดี ถ้าเพียงแต่เราปฎิบัติตัวต่อกันเช่นครั้งวันวาน ความรักที่เราร่วมปลูกไว้ก็คงไม่ต่างอะไรกับต้นมะพร้าวที่สูงชะลูด ไม่ล้มไม่ตาย
ทว่า เราไม่ได้กระทำเช่นครั้งแรกรัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเขาจึงมีความอดทนต่อฉันน้อยลง ขณะที่ความไม่พอใจที่ฉันมีต่อเขาก็เพิ่มมากขึ้น ในบางเรื่อง เขากล่าวว่าฉันไร้สาระ ทั้งที่ฉันกล้าพูดได้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ อย่างอาหารเย็นในวันครบรอบแต่งงานหกเดือนนั้น ฉันตั้งใจทำสุดฝีมือ ทำตั้งครึ่งค่อนวัน แต่สุดท้าย เขากลับบอกว่าเขามากินด้วยไม่ได้เพราะติดประชุม... ดีค่ะ การประชุมจงเจริญ
แล้วหลังจากนั้น ความผิดหวังที่ฉันมีต่อเขาก็เหมือนกับไฟร้อนที่นาบลงหัวใจ นานวันไป มันก็ซ้ำลงไปอีก ซ้ำลงที่เก่า การทะเลาะกันของเรารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เรียกได้ว่าเราเดินมาถึงจุดวิกฤติ
“ผมว่า เราลองห่างกันหน่อยดีไหม เผื่อว่าจะคิดอะไรได้มากขึ้น” เขาเอ่ยขึ้นในตอนเช้าก่อนไปทำงาน
“ได้!”
ฉันตอบแล้วกระแทกประตูปิดใส่หน้าเขาอย่างจัง
หลังจากเสียงรถของเขาแว่วห่างออกไป ฉันก็มานั่งจมจ่อมกับความคิดตัวเองอย่างนี้ ใคร่ครวญตามที่เขาเสนอ เผื่อจะฉุกคิดอะไรได้มากขึ้น ซึ่งก็มากขึ้นจริงๆ หากแต่เป็นในด้านลบ
ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ความผิดหวังจะโถมกระแทกใส่จนใจซวนเซ ในวินาทีนั้น คนสำคัญบางคนจะโผล่มาโดยไม่ต้องค้นหา เหมือนเป็นตัวช่วยพิเศษที่ฟ้าส่งมาให้นับตั้งแต่กำเนิด และอาจเป็นเพราะเหตุนี้ ฉันจึงคิดถึงแม่
ฉันโทรไปหาแม่ พร่ำพูด คร่ำครวญ และก่นด่า จนหมดสิ้นถ้อยคำจะกล่าว หลังจากนั้น ก็มีแต่ความเงียบที่แผ่คลุมกับน้ำตาที่ไหลริน แม่ตอบมาทางโทรศัพท์ว่าให้ฉันใจเย็นๆ แล้วแม่จะมาหา
หลังจากแม่วางสายแล้ว ฉันชักไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฉันควรเจอแม่ดีหรือเปล่า อันที่จริง เราสองแม่ลูกไม่ได้พบกันนานมากแล้ว นับตั้งแต่ฉันเริ่มใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง ความห่างเหินที่เรามีต่อกันเปรียบประดุจกำแพงแก้วหนาที่กั้นขวาง ฉันประหม่า ไม่รู้ว่าจะทักทายแม่อย่างไร ในเวลาที่ต้องพูดคุยกัน ฉันจะสานบทสนทนาด้วยวิธีไหน และไม่รู้ว่าเมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังแล้ว แม่จะเห็นใจฉันหรือเปล่่า... ฉันได้แต่หวั่นกลัว... กลัวว่าแม่จะซ้ำเติม
เราสองแม่ลูกแตกต่างกันมาก ทั้งนิสัยใจคอและวิถีการดำรงชีวิต แม่เป็นผู้หญิงที่ถอดแบบมาจากคนสมัยก่อน มีวัตรจริยาอันงดงาม น้ำใจโอบอ้อมอารี มีเพื่อนไปทั่ว ขณะที่ฉันชอบความเงียบแบบสมัยใหม่ คือไม่ต้องการสุงสิงกับใครนอกจากคนกลุ่มเล็กๆที่ฉันรู้จัก
แต่ความกลัวไม่ปล่อยให้ฉันเอ้อระเหยนานนัก เพราะไม่นานแม่ก็มาถึง
เสียงเคาะประตูบ้านปลุกให้ฉันตื่นจากอาการล่องลอย ฉันเดินไปเปิดประตู และเห็นแม่ยืนยิ้มกว้าง
“แม่...”
ฉันทักได้แค่นั้น ไม่รู้ว่าเพราะตกใจ ประหม่า ตื้นตัน หรือเพราะแปลกใจกันแน่ ฉันไม่ได้เจอแม่แค่ไม่กี่ปี ทำไมแม่ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แม่ทรุดโทรม ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
“แม่...”
ฉันเรียกแม่ซ้ำอีกครั้ง พยายามปรับน้ำเสียงให้ดีกว่าครั้งแรก แต่แม่ไม่ใส่ใจนัก แม่เอ่ยทักฉันว่าลูกรักอย่างร่าเริง แล้วก้าวข้ามธรณีประตู
ฉันพาแม่ไปนั่งที่ห้องรับแขก ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าเดินกระย่องกระแย่งของแม่ ในช่วงเวลานั้นฉันได้แต่รำพึงรำพันในใจ ว่านี่หรือคนที่จะมาช่วยฉุดฉันจากสถานการณ์อันเลวร้าย สองมือเหี่ยวย่นนั้นจะมีเรี่ยวแรงสักแค่ไหน สองขาสั่นคลอนจะมั่นคงอีกสักเพียงไร
หญิงชราที่ครั้งหนึ่งเป็นหญิงสาวผู้แข็งแรง บัดนี้ร่างกายกลับทรุดโทรมลงไปทุกขณะกาล
“แม่... แม่ไม่สบายรึเปล่าคะ”
“ไหนลองเล่าเรื่องของลูกให้แม่ฟังสิ”
ไม่เพียงแต่ไม่ตอบคำถามฉันเท่านั้น แต่แม่ยังถามฉันกลับถึงเรื่องราวที่ทำให้ฉันเป็นทุกข์... เพราะเหตุใดหนอ ทำไมน้ำตาฉันถึงคลอเบ้า
ฉันพยักหน้าเบาๆก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ฟังโดยละเอียด แม่ทำท่าสนอกสนใจฟังฉันมาก มากขนาดที่ว่าต่อให้นักแสดงที่เก่งที่สุดก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบท่าทางของแม่ได้
แม่ฟังฉันเหมือนในวันที่ฉันเล่าถึงการไปโรงเรียนวันแรก เหมือนในวันที่ฉันพูดถึงการสอบ และวันที่ฉันบอกว่าฉันได้รับรางวัลชนะเลิศการเรียงความ แม่ตั้งใจฟังอย่างนั้น และสีหน้าของแม่ก็ทำให้ฉันเล่าไม่หยุด น้ำตาฉันร่วงเผาะไม่อาจหักห้าม
พอฉันเล่าจบ ฉันก็คาดหวังจะให้แม่พูดอะไรเพื่อเป็นการปลอบโยนฉันบ้าง หรือไม่ก็พูดกล่าวโทษผู้ชายคนนั้นเพื่อแสดงจุดยืนว่าแม่จะอยู่เคียงข้าง แต่แม่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร นอกจากยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวปักลูกไม้ให้ฉันซับน้ำตา แล้วเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง
“วันนี้ก็เหมือนกับวันนั้นนั่นแหละ”
แม่พูดอะไรที่ฉันไม่เข้าใจอีกแล้ว แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้ถาม แม่ก็เอ่ยกับฉันว่า
“ตอนแม่มาหาลูก แม่เห็นร้านขายซาลาเปาน่ะ ลูกช่วยไปซื้อให้แม่สักสองลูกได้ไหม”
แม่ชอบกินซาลาเปา จำได้ว่า เมื่อสมัยฉันยังเด็ก ฉันจะเห็นแม่กินซาลาเปาเสมอ แม่เคยให้ฉันลองชิม แต่ฉันไม่ชอบเลยปฏิเสธ ดังนั้น ทุกครั้งที่แม่ซื้อซาลาเปามา แม่ก็จะซื้อแค่สองลูก ไว้ให้พ่อลูกหนึ่ง และแม่ลูกหนึ่ง จนกระทั่งวันที่พ่อไม่อยู่ แม่ก็ยังคงซื้อซาลาเปาสองลูกทุกครั้ง
แต่วันนี้แม่น่าจะปลอบฉันก่อน ไม่ใช่เวลาที่แม่จะมากินซาลาเปาอย่างนี้
“แต่แม่คะ แม่ก็รู้ว่าหนูไม่ชอบกิน”
“แม่ก็ไม่ได้ให้หนูกินนี่นา แม่อยากกิน แต่แม่เมื่อยขาแล้ว ลูกช่วยซื้อให้แม่หน่อยนะ”
ความหงุดหงิด ขัดเคือง แล่นไหลไปทั่วกายใจ แต่จะดื้อไม่ไปซื้อให้ฉันก็ไม่มีความกล้าถึงขนาดนั้น ฉันจึงกระฟัดกระเฟียดไปซื้อซาลาเปาไส้เค็มสองลูกตามที่แม่ขออย่างเสียไม่ได้
จนกลับมาอีกครั้ง แม่ก็ไม่ได้อยู่ในตัวบ้านแล้ว แต่นั่งอยู่บนพื้นต่างระดับตรงประตูเลื่อน
สองขาเหยียดยื่นออกไป หลังค่อมเล็กน้อย ลมแรงปะทะเข้ามา... อดคิดไม่ได้ว่าแม่ไม่หนาวหรืออย่างไร
“แม่ เข้ามานั่งในบ้านเถอะ เดี๋ยวไม่สบาย”
“ลมเย็นดี แม่ชอบ”
แม่ของฉันเก่งเสมอในเรื่องเฉไฉคำพูดและไม่ฟังคนอื่นถ้าแม่ไม่ต้องการ
ฉันจึงต้องหาเสื้อคลุมตัวหนาๆอีกตัวไปห่มให้แม่แล้วนั่งเป็นเพื่อนตรงพื้นนั้น
“นี่ค่ะ” ฉันยื่นซาลาเปาสองลูกให้แม่ มือเล็กย่นเหมือนกระดาษยับยู่ยี่ยื่นมารับ รอยยิ้มของแม่คลี่แย้มพร้อมๆกับเอ่ยขอบใจฉัน
“ลูกรู้ไหม ว่าซาลาเปานี่มีความหมายกับแม่มากนะ”
ฉันขมวดคิ้ว ไม่รู้หรอกว่าซาลาเปาจะมีความหมายกับแม่อย่างไรบ้าง รู้ว่าแม่ชอบกิน แต่ไม่เคยสนใจว่าทำไม
“ไม่ค่ะ ทำไมล่ะคะ”
“ซาลาเปานี่นะ เป็นหลักฐานความรักระหว่างพ่อกับแม่”
ฉันเลิกคิ้ว ตาโต แปลกใจหน่อยๆเพราะไม่เคยได้ยินประวัติที่แม่กำลังจะเล่านี้มาก่อน
“ที่จริง แม่อยากเล่าให้ลูกฟังมานานแล้ว แต่ แม่ก็ไม่รู้ว่าลูกมีแฟนคนแรกเมื่อไหร่”
ถูกของแม่ พอฉันโตเป็นวัยรุ่น ฉันก็ไม่สุงสิงกับแม่ แต่ไปสุงสิงกับเพื่อน เรื่องอะไรที่คุยกันได้ก็กลับคุยกันไม่ได้ ความเข้าใจที่เคยมีให้กันจึงกลายเป็นไม่เข้าใจกัน
“ซาลาเปานี่...” ฉันพูดขึ้นบ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องระลึกย้อนไปถึงวันเก่าๆ แล้วตอกย้ำว่าตัวเองเป็นคนผิดที่ตีตัวออกห่าง
“พ่อสอดไส้แหวนแต่งงานให้แม่เหรอคะ”
ฉันลองเสี่ยงถามดู เพราะเคยอ่านหนังสือเจอว่ามีเรื่องราวน่าประทับใจทำนองนี้
เขาเองก็เคยทำสิ่งที่น่าประทับใจให้ฉันตอนวันที่ขอฉันแต่งงานเหมือนกัน วันนั้นเขาพาฉันไปเที่ยวรอบดึก ทานอาหารค่ำ แล้วเขาก็ขอเป็นนักดนตรี เล่นเพลงโปรดให้ฉันฟัง พร้อมๆกันนั้นก็เอ่ยปากขอฉันแต่งงานท่ามกลางผู้คนมากมายที่ปรบมือให้ มันน่าประทับใจจนฉันยิ้มไม่หุบ
...เขาจะจำวันนั้นได้ไหมหนอ
“เปล่าหรอก พ่อไม่ได้ใส่แหวนแต่งงานให้แม่ในนี้หรอก เราไม่เคยมีแหวนแต่งงานด้วยซ้ำ” แม่บอก
“แต่... แล้วซาลาเปาจะเป็นหลักฐานรักระหว่างพ่อกับแม่ได้ไงล่ะคะ”
แม่ยิ้มแล้วหยิบซาลาเปาออกมาจากถุงลูกหนึ่ง สัมผัสอย่างอ่อนโยนด้วยความรักและห่วงแหนประหนึ่งแก้วมีค่า
“เป็นได้สิ เพราะถึงจะไม่ได้ใส่แหวนลงไป แต่พ่อของลูกก็ใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งมีลงไปในนั้น”
ฉันนั่งเงียบ ใจจดใจจ่อกับเรื่องที่แม่จะเล่าต่อ
“ตอนนั้น แม่กับพ่อเพิ่งอยู่กินด้วยกันใหม่ๆและกำลังจะลงหลักปักฐาน ช่วงนั้นแม่เพิ่งตั้งท้องอ่อนๆ พอดีกับสงครามมันมา ระเบิดลงทุกวัน พวกเราเลยต้องหนี พ่อกับแม่หนีไปพร้อมกับเพื่อนๆคนอื่น แต่เงินที่พกติดตัวกลับร่อยหลอลง ซ้ำยังถูกคนที่มาด้วยกันขโมยไปอีก ตอนนั้นเลยจนกันจริงๆ ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท สมบัติสักชิ้นก็ไม่มี
“แล้ววันนั้น หลังจากแม่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน แม่ก็นั่งพักตรงทางเท้า นั่งในท่าแบบนี้แหละนะ ท้องฟ้าก็มัวซัวอย่างวันนี้ พ่อของลูกก็ดีแสนดี คอยอยู่ข้างๆไม่ทิ้งแม่ห่างไปไหนเลย แม่หิวมาก แล้วก็กลัวว่าลูกจะหิว เลยขอร้องพ่อ ให้พ่อทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เรามีกิน พ่อของลูกก็ทำนะ พ่อน่ะ เขาไปเจอร้านขายซาลาเปาร้านหนึ่ง เลยเข้าไปขอซาลาเปาเขาทั้งที่มอมแมมอย่างนั้น
เจ้าของร้านเห็นท่าทางอดอยากคงคิดว่าพวกเราเป็นคนจรจัด เลยขับไล่แล้วหาไม้ตีพ่อ แต่ลูกรู้ไหมว่าพ่อทน พ่อทนถูกด่าถูกตีอยู่อย่างนั้น...”
“เสียศักดิ์ศรี” ฉันพูดดังๆ เพราะรู้สึกโกรธแค้นแทนพ่อกับแม่ “ทำไมต้องให้เขาด่าเขาตีด้วย ไม่ให้ก็ไม่ให้สิ”
“ไม่ให้เราก็อดไงลูก แล้วเราก็จะตาย” แม่กล่าวอย่างใจเย็น แล้วเล่าต่อ
“จนในที่สุด เจ้าของร้านเขาก็ยอมแพ้ต่อความพยายามของพ่อ ให้ซาลาเปามาลูกหนึ่ง พ่อดีใจใหญ่ รีบมาหาแม่ แล้วแบ่งมันเป็นสองส่วน”
“แม่...” ฉันครางเสียงต่ำ แม่ยิ้ม
“ซาลาเปาครึ่งหนึ่งเป็นของแม่ ส่วนอีกครึ่ง แทนที่พ่อจะกินเอง พ่อกลับยื่นให้แม่ แล้วบอกให้แม่กินเผื่อลูกด้วย”
พอแม่เล่าถึงตรงนี้ น้ำตาฉันก็ไหลลงมา มันไม่ใช่น้ำตาแบบที่แบบทุกข์ทรมานในความเจ็บปวดของตัวเอง แต่เป็นน้ำตาที่ไหลมาจากความสงสาร
“พ่อของลูกไม่เคยเสียศักดิ์ศรีเลยนะ... เพราะทั้งศักดิ์ศรี ความทรนงตัว ความหยิ่ง และทิฐิมานะแบบผู้ชายที่พ่อมี พ่อได้ถอดไว้ในซาลาเปาลูกนั้น และได้ยกให้แม่ทั้งหมด และนั่นแหละ ที่ทำให้แม่รับรู้ถึงความรักที่พ่อมีต่อแม่และลูกของแม่”
“แม่...” ก้อนสะอื้นมันติดอยู่ในคอฉันจนพูดแทบไม่ออก
“ซาลาเปาลูกนั้นเลยเป็นหลักฐานความรักที่พ่อมีต่อแม่ยังไงล่ะ”
แม่เล่าเรื่องราวของพ่อจนจบ แล้วก็ขอตัวกลับบ้านพร้อมอาการไอโขลก ฉันตั้งใจจะไปส่งแม่ที่บ้านแต่แม่ขอกลับเอง
ก่อนแม่จะไป แม่ยังเอ่ยกับฉันเป็นอีกครั้ง
“หาหัวใจของตัวเองให้เจอนะลูก”
นั่นเป็นคำสุดท้ายที่ฉันได้ฟังจากแม่จริงๆ เพราะหลังจากที่แม่กลับไป ฉันก็กลับไปวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองอีกพักใหญ่ๆ ค้นหาข้อดีของเขาทั้งหมด แล้วมานั่งดูว่า เขาเคยบอกรักฉันโดยที่ไม่พูดบ้างไหม และก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่า มีอยู่บ่อยครั้งไปที่เขาทำอย่างนั้นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว เราปรองดองกันได้ในที่สุด ฉันดีใจ เขาดีใจ และคนที่ดีใจที่สุดก็คงเป็นแม่
แต่แม่ก็จากไปแล้วก่อนจะทันได้พูดคำว่า “แม่ดีใจด้วยนะ” ญาติของฉันโทรมาแจ้งข่าวว่า แม่หลับแล้วไม่ตื่นมาอีกเลย
แม่ไปอยู่กับพ่อแล้ว...
ในวันนี้ ฉันกำลังทำซาลาเปา ทำเองตั้งแต่นวดแป้งจนถึงนึ่ง แต่ซาลาเปาที่ฉันทำจะมีแค่สามลูกเท่านั้น สองลูกนั้นจะเก็บไว้ให้พ่อกับแม่ และอีกลูกหนึ่ง ฉันจะกินเอง เพราะครั้งหนึ่ง ฉันเคยกินซาลาเปานี้ผ่านทางปากของแม่ผู้เป็นที่รักของฉัน
ขอบคุณค่ะ... แม่...
*********
|